เช่าซื้อรถจักรยานยนต์ รถถูกลักขโมยแล้วถูกฟ้องคดี ต้องทำอย่างไร

                   โดยปกติแล้วตอนทำสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ ผู้ให้เช่าซื้อ (ผู้ขายรถ) จะให้ผู้เช่าซื้อ (ผู้ซื้อรถ) ซื้อกรมธรรม์ประกันภัยประเภทคุ้มครองสูงสุดซึ่งคุ้มครองกรณีรถหายเต็มมูลค่ารถจักรยานยนต์ด้วย โดยผู้เช่าซื้อเป็นผู้จ่ายค่าเบี้ยประกันภัยและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการซื้อกรมธรรม์ประกันภัย ผู้ให้เช่าซื้อเป็นผู้มีชื่อรับผลประโยชน์ในกรมธรรม์หากรถหายผู้ให้เช่าซื้อจะเป็นผู้เคลมประกันแล้วนำเงินที่ได้มาหักจากค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ และผู้ให้เช่าซื้อเป็นผู้เก็บกรมธรรม์ประกันภัยนั้นไว้ กรมธรรม์คุ้มครอง 1 ปี

             ภายหลังจากซื้อรถแล้ว รถหายภายใหน 1 ปี สิ่งที่ผู้ซื้อรถต้องทำคือ
             1. ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจในท้องที่ที่รถหาย และคัดถ่ายใบแจ้งความร้องทุกข์ฉบับรับรองโดยเจ้าพนักงานตำรวจไว้เป็นพยานหลักฐาน
             2. แจ้งต่อผู้ให้เช่าซื้อว่ารถหาย ในทางปฏิบัติผู้ให้เช่าซื้อจะให้นำกูญแจพร้อมเอกสารต่าง ๆ ไปคืน และจะแจ้งว่าจะให้ดำเนินการต่อไปอย่างไร เราเพียงต้องรอเท่านั้น
             3. หยุดส่งเงินค่างวดรถ

               เขาบอกให้รอ เราก็ได้แต่รอ จนจะครบ 2 ปี ผู้ให้เช่าซื้อจึงฟ้องเรียกค่าเช่าซื้อที่ยังค้างชำระ ค่าติดตามทวงถาม ค่าเสียหาย ค่าขาดประโยชน์ รวม ๆ แล้วเกือบสองเท่าของค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ หรืออาจจะมากกว่านั้น
              คำถามมีอยู่ว่า ทำไมผู้ให้เช่าซื้อจึงฟ้องก่อนจะครบ 2 ปี คำตอบก็เพราะว่า อายุความฟ้องขอให้ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ ต้องฟ้องฟ้องภายใน 2 ปี แล้วทำไมไม่ฟ้องหลังจากที่รถหาย คำตอบเพราะผู้เช่าซื้อจะได้คิดค่าเสียหาย ค่าติดตามทวงถาม และค่าขาดประโยชน์เพิ่มมาอีกเกือบ 2 ปี จึงทำให้จำนวนเงินที่เขาฟ้องมาสูงเกินกว่าค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระจริงมาก แสดงถึงความไม่สุจริตในการดำเนินธุรกิจของผู้ให้เช่าซื้อ แต่ก็เป็นสิทธิตามกฎหมายซึ่งส่วนมากจะประวิงเวลาจนจะครบอายุความจึงฟ้องเป็นคดี

ข้อต่อสู้ของผู้เช่าซื้อ (จำเลย)
ผู้ให้เช่าซื้อ (โจทก์) ฟ้องคดีมาโดยไม่นำเงินค่าเคลมประกันจากกรมธรรม์ประกันภัยที่ทำไว้ตอนทำสัญญาเช่าซื้อมาหักจากค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ จำเลยสามารถหาพยานหลักฐานมาหักล้างได้เต็มจำนวน ทำให้ค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระลดลงได้มาก
การทำงานของทนายความจำเลย เมื่อทราบว่ามีการทำกรมธรรม์ประกันภัยไว้ ต้องสืบให้ทราบแน่ชัดว่ากรมธรรม์ทำไว้กับบริษัทผู้รับประกันภัยใหน หลังจากนั้นจึงขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานเอกสารมาประกอบการพิจารณาคดี
เมื่อถึงวันพิจารณคดีนัดแรก เมื่อผู้ให้เช่าซื้อ (โจทก์) เห็นแล้วว่าจำเลยมีพยานหลักฐานเป็นกรมธรรม์ประกันภัยมาแสดงต่อศาล โจทก์และจำเลยมักจะตกลงกันได้โดยไม่ต้องสืบพยาน โดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หรือถอนฟ้องถ้าจำเลยจ่ายเงินครบตามที่ตกลงกันแล้ว

กรณีตัวอย่าง
              คดีนี้จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์กับโจทก์จำนวน 65,000 บาท มีการทำกรมธรรม์ประกันภัยประเภทคุ้มครองสูงสุด คุ้มครองรถหาย 45,000 บาท จำเลยชำระเงินค่าเช่าซื้อได้ 2 งวด รถถูกขโมยลักไป จึงไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจและแจ้งโจทก์ว่ารถหาย โจทก์จึงให้นำกุญแจรถและใบแจ้งความร้องทุกข์มาให้โจทก์และบอกจำเลยว่าโจทก์จะดำเนินการเคลมประกันแล้วนำเงินมาหักจากค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ หากค่าเช่าซื้อคงค้างเท่าไหร่โจทก์จะแจ้งให้จำเลยทราบในภายหลังและให้จำเลยหยุดส่งค่างวดรถ
     หลังจากนั้นจำเลยก็ไม่เคยได้รับจดหมายหรือข้อความใด ๆ จากโจทก์เลย จนเกือบ 2 ปี จึงได้รับหมายเรียกและคำฟ้องให้ชำระเงินค่าเช่าซื้อค้างชำระ ค่าเสียหาย ค่าขาดประโยชน์ ค่าติดตามทวงถาม รวมจำนวนเงิน 136,xxx บาท จำเลยนำหมายเรียกและคำฟ้องมาพบทนาย ทนายได้อ่านสำนวนคำฟ้องแล้วเห็นว่ามีข้อต่อสู้สามารถลดยอดเงินที่โจทก์ฟ้องมาได้เยอะแน่นอนจำเลยจึงแต่งตั้งให้เป็นทนายจำเลย ทนายดำเนินการหาพยานเอกสารเป็นสำเนากรมธรรม์ประกันภัยเพื่อมาประกอบการพิจารณาคดีได้ เมื่อโจทก์เห็นแล้วว่าจำเลยมีพยานหลักฐานอันเป็นสาระแห่งสำคัญแห่งคดีมาแสดงต่อศาล ก่อนถึงวันพิจารณาคดีโจทก์และจำเลยสามารถตกลงกันได้ โดยจำเลยยอมชำระเงินจำนวน 20,000 บาท โจทก์ยอมรับเงินดังกล่าว เมื่อจำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์จึงถอนฟ้อง คดีเป็นอันเสร็จสิ้นไป

              ดังนั้น เมื่อได้รับหมายเรียกและคำฟ้อง แสดงว่าตกเป็นจำเลยแล้ว ไม่ว่าจะคดีอะไรควรจะรีบปรึกษาทนายความเพื่อหาทางออกผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ อย่างน้อยก็ไม่ต้องรับผิดตามที่โจทก์ฟ้องมาทั้งหมดก็ได้



ความคิดเห็น